ทำไมการพูดได้สองภาษาจึงดีต่อสมองของคุณ
เคยมีการคิดกันว่าการเป็นคนพูดได้สองภาษาเป็นสิ่งไม่ดี
มันอาจสร้างความสับสนหรือดึงคนให้ถอยหลังได้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก มันกลับกลายเป็นว่าแนวความคิดนั้นผิดถนัด
การเรียนรู้ภาษาใหม่เป็นการออกกำลังกายให้กับจิตใจของเรา
เปรียบเทียบได้กับการที่เราไปออกกำลังกายที่โรงยิมทุกวัน ในสมองของคนพูดได้สองภาษานั้น
ภาษาทั้งหมดที่มีอยู่พร้อมที่จะถูกใช้งานในเวลาเดียวกัน
ความพยายามที่จะกดภาษาหนึ่งเอาไว้ แล้วไปใช้งานอีกภาษาหนึ่งแทน
ก่อให้เกิดความท้าทายของจิตใจที่ตามมาทุกครั้งที่สลับภาษาใช้งาน
ทั้งหมดนี้คือการออกกำลังกายให้กับสมองของเรา มันปรับปรุงความสมาธิ การแก้ไขปัญหา
ความทรงจำ และความคิดสร้างสรรค์ของเรา
ปัจจุบันมีการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า
การพูดได้สองภาษามีประโยชน์อย่างมากมาย
หัวใจของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ต้องย้อนกลับไปที่ปี 2007 ในเมืองโตรอนโต เมื่อเอเลน บิยาสตอค และทีมงานได้ค้นพบสิ่งที่เขย่าวงการวิทยาศาสตร์
และมีนัยยะสำคัญต่อโลกอย่างแท้จริง นั่นคือ
"คนที่พูดได้สองภาษามีอาการสมองเสื่อมช้ากว่าคนที่พูดได้ภาษาเดียว"
มันเป็นงานวิจัยแรกที่บอกว่าคนที่พูดได้มากกว่าหนึ่งภาษา
มีอาการสมองเสื่อมช้ากว่าคนที่พูดได้ภาษาเดียวมากถึง 4 - 4.5 ปี มันเป็นข้อยืนยันอันทรงพลังของการมี "สมรรถภาพในการรับรู้สำรอง" (Cognitive Reserve)
แล้ว "สมรรถภาพในการรับรู้สำรอง" (Cognitive Reserve) คืออะไร
สมรรถภาพในการรับรู้สำรอง
คือแนวคิดที่ว่ามนุษย์พัฒนาการรับรู้สำรองขึ้นมาเพื่อปกป้องการสูญเสียการรับรู้ที่เกิดขึ้นจากภาวะสูงวัย หรือจากการเกิดโรคร้าย เช่นเดียวกับการชลอการเกิดอาการสมองเสื่อม
คนที่พูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาสามารถฟื้นฟูตัวเองจากอาการสมองขาดเลือด (Stroke)
ได้ดีกว่าอีกด้วย แม้ว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆช่วยพัฒนาการรับรู้สำรองได้
แต่มันมีบางอย่างที่พิเศษกว่านั้นเมื่อพูดถึงเรื่องภาษา ภาษาเป็นอะไรที่กว้างและซับซ้อนอย่างยิ่ง
มันส่งผลกระทบต่อแนวคิด แนวทาง การรับรู้ และเสียงที่แตกต่าง
ยิ่งทักษะที่เรียนรู้ซับซ้อนมากขึ้นเท่าใหร่ มันยิ่งทำให้เกิดผลกระทบทางบวกต่อการพัฒนาสมรรถภาพในการรับรู้สำรอง
แล้วช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ภาษาใหม่คือเมื่อไหร่กัน? เอาล่ะนี่คือส่วนหนึ่งของคำตอบ
สมองคือโครงข่ายเส้นประสาทอันซับซ้อน
เมื่อคุณเรียนภาษาใหม่ในวัยเด็ก คุณกำลังสร้างโครงข่ายภาษาใหม่ขึ้นมา
แต่เมื่อคุณเรียนภาษาใหม่ในวัยผู้ใหญ่
คุณจำเป็นต้องทำการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงโครงข่ายภาษาเดิมที่มีอยู่แล้ว
และทำการเชื่อมต่อที่มากขึ้น เพราะการเรียนภาษาใหม่ในวัยผู้ใหญ่เป็นสิ่งที่ท้าทายมากกว่าในวัยเด็ก
ประโยชน์ที่ได้รับจึงมีมากกว่า
แต่งานวิจัยในปี 2023 ที่ Great
Osmond Street ชิ้นหนึ่งบอกว่านี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเรื่องนี้เท่านั้น
ดังนั้นเราจึงเชิญเด็ก
อายุ 8-10 ขวบ
มาสามกลุ่ม
กลุ่มที่หนึ่ง (Monolinguals) คือเด็กพูดได้ภาษาเดียว
กลุ่มที่สอง (Early Bilinguals) คือเด็กที่สัมผัสสองภาษาตั้งแต่แรกเกิด
คือภาษากรีกกับภาษาอังกฤษ กลุ่มที่สาม (Later Bilinguals) คือกลุ่มที่เด็กสัมผัสกับภาษาอังกฤษในช่วงวัย
2-5 ขวบ พวกเราได้ทำการทดลองที่ยังไม่มีใครทำมาก่อนนั่นคือเราขอให้เด็กนอนในเครื่องแสกนสมอง
โดยไม่ต้องทำอะไร ทำแค่จ้องมองที่เครื่องหมายกากบาทอันหนึ่งเท่านั้น
ในระหว่างนี้เราทำการตรวจวัดกิจกรรมของสมองเด็ก
สิ่งที่พวกเราพบนั้นทำให้พวกเราตื่นเต้นจริงๆ นั่นคือเด็กกลุ่มที่สอง (Early Bilinguals) ที่พูดได้สองภาษาตั้งแต่แรกเกิดมีการเชื่อมโยงของเครือข่ายสมองที่แข็งแรงที่สุดในขณะพักผ่อน
และหลายๆบริเวณในสมองที่มีแสงสว่างเกิดขึ้นคือส่วนที่ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมีแค่ปล่อยจิตใจให้เหม่อลอย
มันดูเหมือนกับการที่คุณไปออกกำลังกายในยิมทุกวัน ทำให้กล้ามเนื้อของคุณดูใหญ่
และแข็งแรงแม้ว่าคุณจะพักผ่อนอยู่ก็ตาม
เช่นเดียวกันกับสมองที่มีการเชื่อมต่อที่แข็งแรงขณะพักผ่อนเพราะคุณเรียนรู้อีกภาษาหนึ่งตั้งแต่แรกเกิด
และนี่คือสิ่งที่ยังไม่มีใครค้นพบมาก่อน
และยังมีมากกว่านั้น
หนึ่งในผลกระทบทางพฤติกรรมที่คนรู้จักกันน้อยของคนพูดได้สองภาษาทั้งในเด็กและผู้ใหญ่คือความสามารถในการมองเห็นทัศนคติของบุคลอื่นๆ
หรือมีความเข้าใจว่ามันเป็นไปได้ที่คนเราย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกัน
งานวิจัยเมื่อเร็วๆนี้ยังพบอีกว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะมีปฏิกริยาทางอารมณ์กับภาษาที่หนึ่งมากกว่า
และมีปฏิกริยาที่เป็นเหตุเป็นผลในเชิงนามธรรมกับกับภาษาที่สองมากกว่า
วิธีที่เราใช้อธิบายตามปกติคือภาษาที่หนึ่งนั้นเป็นภาษาที่เราใช้พูดกับคนในครอบครัว
กับเพื่อน อย่างไม่เป็นทางการ ส่วนภาษาที่สองตามปกติแล้วเราเรียนในโรงเรียน
ในมหาวิทยาลัย หรือในที่ทำงาน
นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบด้านที่ดีของการพูดสองภาษาได้ตลอดเวลา
มันไม่เพียงแค่สมองเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ การเรียนรู้ภาษาใหม่
และการพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษา เป็นสิ่งสำคัญมากไม่เพียงแค่กับตัวเอง
แต่ยังมีประโยชน์กับชุมชนอีกด้วย การเรียนรู้ภาษาใหม่สามารถเปิดประตูไปสู่ประสบการณ์ในวัฒนธรรมใหม่ๆ
โอกาสในชีวิตใหม่ๆ ผู้คนที่แตกต่างกัน ชุมชนที่แตกต่างกัน และวิธีการที่แตกต่างในการเข้าใจโลก
Source : https://www.youtube.com/watch?v=nzHY-muy2Mw